Siamtech.biz

สาระน่ารู้

ปัจจุบันนี้โปรเจคเตอร์เป็นทางเลือกหนึ่งในการนำเสนองานและการฉายภาพ สำหรับการนำเสนองานในประชุมของหน่วยงานองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของราชการ,บริษัทเอกชน, ตามงานแสดงสินค้าหรืองานแสดงรวมไปถึงการฉายภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ดังนั้นการใช้งานในบริบทต่างๆจึงควรพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ และคุณภาพในการใช้โปรเจคเตอร์เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานตามที่เราต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โปรเจคเตอร์นั้นก็มีอยู่หลายประเภทดังนี้

DLP (Digital Light Processing) Projector

เป็น Projector อีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater เป็นการแสดงภาพโดยใช้แสงยิงผ่านวงล้อสี Color Wheel ส่งภาพไปยังชิปแสดงภาพ DMD (Digital Micromirror Device) ซึ่งประกอบไปด้วยกระจกสะท้อนแสงชิ้นเล็กๆจำนวนมาก ที่จะส่งภาพต่อไปยังชุดเลนส์ส่งเป็นภาพฉายไปที่จอรับภาพ DLP Projector ทำให้ได้ภาพและการเคลื่อนไหวที่ดี สีอิ่ม และสวยงามดูเป็นธรรมชาติ

LCD (Liquid Crystal Display) Projector

เป็นที่นิยมกันมากทั้งการใช้งาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater การแสดงภาพของ LCD Projector จะใช้แสงยิงผ่าน Panel สี 3 ชุด (Red, Green, Blue) ส่งไปรวมกันเป็นภาพที่แผง LCD Panel และส่องผ่านชุดเลนส์ส่งเป็นภาพไปฉายที่จอรับภาพ LCD Projector ทำให้ได้แสงที่สว่าง ภาพคมชัด เสียงการทำงานของพัดลมจะเงียบกว่าในประเภทอื่นๆ และไม่เกิดสีรุ้ง

 

Laser Projector

เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Projector ที่มีการนำ Laser มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง แทนหลอดภาพที่ใช้ใน Projector ทั่วไป จึงทำให้มีความสว่างที่ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดภาพแบบทั่วไปเป็นอย่างมาก Laser Projector สามารถแสดงสีสันที่สดใสและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ได้ Contrast ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และความดำของภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากประเภทของโปรเจคเตอร์แล้วสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกใช้โปรเจคเตอร์อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องของความสว่าง (Brightness) เป็นค่าแสดงความสว่างของโปรเจคเตอร์แต่ละรุ่น ตัวเลขยิ่งมาก ความสว่างยิ่งมากนะครับ ส่วน (ANSI LUMENS) เป็นมาตรฐานที่ใช้วัดความสว่างของโปรเจคเตอร์ครับ ที่ใช้กันในระดับสากลในการวัดค่าความสว่างของโปรเจคเตอร์ ANSI ย่อมาจาก American National Standard ส่วนคำว่า LUMEN เป็นการวัด flux หรือ ว่ามีพลังงานแสงออกมาจากแหล่งกำเนิดนั้นๆ เท่าไหร่ ในเวลาหนึ่งๆ (วัดเฉพาะแสงช่วงสายตามองเห็น ไม่ใช่พลังงานทั้งหมด) แต่เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกัน (ANSI LUMENS) จะหมายความว่า เป็นการหาค่าเฉลี่ยของแสงที่จอรับภาพโดยแบ่งจอรับภาพออกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส 9 ส่วน ในการวัดใช้ light meter วัดจากจอรับภาพ 1 ฟุต โดยให้ light meter ชี้ไปที่บริเวณตรงกลางของสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้ครบทั้ง 9 ส่วน แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยอีกทีซึ่งจะได้ค่า ANSI LUMENS ออกมา ซึ่งการเลือกค่าแสงของโปรเจคเตอร์ในการใช้งานนั้นเราต้องคำนวณจาก ขนาดห้อง จำนวนคนภายในห้อง ความสว่างของห้อง ชนิดของจอรับภาพ ลักษณะงานที่นำเครื่องไปใช้ ระยะการฉายภาพ และขนาดของจอที่ต้องการแสดงผล ซึ่งการประมาณการเบื้องต้นที่เหมาะกับการใช้งานจะเป็นดังนี้

  • ความสว่างน้อยกว่า 1000 Ansi Lumens : เป็นความสว่างซึ่งถือว่าน้อยในปัจจุบันนี้สำหรับเทคโนโลยีโปรเจคเตอร์ ซึ่งก็เหมาะสำหรับการฉายภาพในห้องที่มืดหรือมีแสงเล็กน้อย
  • ความสว่าง 1000 – 2000 Ansi Lumens : เป็นความสว่างซึ่งอยู่ในระดับ ปานกลาง เหมาะสำหรับ ห้องประชุม,ห้องเรียนขนาดเล็กที่แสงสว่างไม่มากนัก การฉายภาพควรจะใช้ในห้องที่มีแสงสว่างรบกวนเพียงเล็กน้อย
  • ความสว่าง 2000 – 3000 Ansi Lumens : เป็นความสว่างซึ่งอยู่ในระดับ ค่อนข้างสูงเหมาะสำหรับห้องประชุม,ห้องเรียนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ความสว่างระดับนี้สามารถที่จะฉายได้ในระยะที่ไกลขึ้นภาพที่ใหญ่ขึ้นและทำ การแสดงภาพยังคงชัดเจน
  • ความสว่างมากกว่า 3000 Ansi Lumens : เป็นความสว่างซึ่งในระดับสูง เหมาะสำหรับ หอประชุม, ห้องบรรยาย หรือห้องที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น สำหรับห้องที่มีแสงสว่างปกติ

อีกหัวข้อหนึ่งที่สำคัญต่อการเลือกใช้เครื่องโปรเจคเตอร์คือ ความละเอียดของภาพว่าต้องการรายละเอียดมากน้อยเพียงใดในการใช้โปรเจคเตอร์ ถ้าคุณต้องการใช้งานแค่ นำเสนองาน power point หรือ แผนภูมิ กราฟ หรือนำเสนองานทั่วไป คุณก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความละเอียดในระดับที่สูงมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้นความละเอียดของโปรเจคเตอร์มีให้เลือกใช้จนไปถึงระดับ 4K เลยทีเดียว ค่าที่โปรเจคเตอร์แต่ละรุ่นจะแสดงภาพออกมาได้ซึ่งแบ่งออกได้ตามนี้ครับ

  • SVGA (SUPER VGA) = “800 x 600” เป็นความละเอียดที่โปรเจคเตอร์จะแสดงผลออกมาได้สูงสุด นั้น 800 x 600 พิกเซล เพราะฉะนั้นภาพที่จะแสดงให้เห็นได้จะมีความละเอียดสูงสุด 480,000 พิกเซล เหมาะสำหรับการแสดงผลในห้องขนาดกลาง
  • XGA (Extended Graphic Array ) = “1,024 x 768” เป็นขบวนการปรับภาพแบบขยาย ซึ่งโปรเจคเตอร์ที่จะสามารถแสดงผลความละเอียดได้สูงสุด 786,000 พิกเซล เหมาะสำหรับการแสดงผลกับโน๊ตบุ๊ค หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้องขนาดกลาง ไปถึง ค่อนข้างใหญ่
  • SXGA (Super Extended Graphic Array) = “1,280 x 1,024” เป็นความละเอียดที่สูงของโปรเจคเตอร์ ซึ่งจะแสดงผลความละเอียดได้สูงสุด 1,311,000 พิกเซล เหมาะสำหรับการแสดงภาพในห้องที่มีขนาดใหญ่หรืองานนำเสนอที่ต้องการความละเอียดค่อนข้างสูง
  • UXGA (Ultra Extended Graphic Array) = “1,600 x 1,200” สามารถแสดงผลความละเอียดได้สูงสุด 1,920,000 พิกเซล เหมาะสำหรับ การแสดงภาพในห้องโถง หรือ ห้องบรรยายที่มีขนาดใหญ่มาก
  • 1080p (Full HD) = “1,920 x 1,080” ที่เป็นความละเอียดที่นิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์ ,เกม หรือแม้แต่ความละเอียดของของกล้องและวิดีโอทั้งบนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ท ที่ให้รายละเอียดและภาพที่คมชัด เหมาะสำหรับห้องชมภาพยนตร์, ห้องขนาดใหญ่ หรืองานที่ต้องแสดงผลที่มีความละเอียดมาก
  • 4K (UHD : Ultra High Definition) = “3840 x 2160” เป็นความละเอียดที่สูงมากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า ทำให้ภาพที่แสดงผลมีความคมชัดและรายละเอียดที่สูงมาก แสดงผลความละเอียดได้สูงถึง 8,294,400 พิกเซล เหมาะสำหรับห้องประชุมขนาดใหญ่, ฮอลล์ ที่จัดแสดงงานขนาดใหญ่, หรืองานที่ต้องการความละเอียดสูงมาก อย่างการชมภาพยนตร์ที่ต้องการความสมจริงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม


ดังนั้นเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหากับการใช้โปรเจคเตอร์ เช่น ภาพไม่คมชัด, ภาพจาง ฯลฯ การเลือกซื้อเลือกใช้โปรเจคเตอร์ตามความเหมาะสมกับความต้องการหรือการใช้งานนั้นจะทำให้ใช้งานเครื่องโปรเจคเตอร์ได้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพได้มากที่สุด